หากคุณเป็นหนึ่งในหลายล้านคนทั่วโลกที่ต้องทนทุกข์กับปัญหาการนอนไม่หลับ หรือตื่นมาพร้อมกับอาการปวดคอ ปวดหลังอยู่บ่อยๆ ลองมองไปที่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุดดูสิครับ ผมกำลังพูดถึง “หมอน” หมอนที่เราหนุนนอนทุกคืนไม่ได้เป็นแค่เครื่องรองรับศีรษะธรรมดาๆ แต่มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับและสุขภาพของคุณอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะครับ
5 เทคนิคง่ายๆ เลือกหมอนที่ใช่
หลายคนทุ่มเงินไปกับที่นอนราคาแพง แต่กลับมองข้ามความสำคัญของหมอนไปอย่างน่าเสียดาย หมอน ที่เหมาะสมเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แนวกระดูกสันหลังของคุณอยู่ในท่าที่ถูกต้องตลอดคืน ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดัน ลดอาการปวดเมื่อย และทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ วันนี้ผมจะมาแบ่งปัน 5 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเลือกหมอนที่ใช่ และบอกลาค่ำคืนที่แสนทรมานไปได้เลยครับ
เทคนิคที่ 1 รู้จักท่านอนของตัวเอง
ข้อที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกหมอนเลยครับ เพราะท่านอนของคุณคือตัวกำหนดว่าหมอนแบบไหนคือเพื่อนแท้ของคุณ
ท่านอนหงาย
หากคุณชอบนอนหงาย ควรเลือกหมอนที่มีความหนาปานกลาง ไม่สูงหรือแบนจนเกินไป เพื่อให้ศีรษะและลำคออยู่ในระดับเดียวกับกระดูกสันหลัง การเลือกหมอนที่มีส่วนเว้าตรงกลางหรือหมอนที่รองรับส่วนคอโดยเฉพาะจะช่วยได้มากครับ
ท่านอนตะแคง
คนนอนตะแคงต้องการหมอนที่หนาและแน่นกว่าคนนอนหงาย เพื่อเติมช่องว่างระหว่างไหล่และศีรษะ หมอนต้องหนาพอที่จะทำให้ศีรษะของคุณไม่เอียงลงมาจนผิดธรรมชาติ ลองเลือกหมอนที่มีความหนาเท่ากับความกว้างของไหล่คุณดูนะครับ
ท่านอนคว่ำ
การนอนคว่ำเป็นท่านอนที่ทำร้ายกระดูกสันหลังมากที่สุด เพราะต้องบิดคอไปด้านใดด้านหนึ่งตลอดเวลา หากคุณเลี่ยงไม่ได้ ควรเลือกหมอนที่บางที่สุดหรือเลือกที่จะไม่ใช้หมอนเลยก็ยังได้ เพื่อลดแรงกดดันบริเวณคอให้ได้มากที่สุดครับ
เทคนิคที่ 2 ความสูงของหมอนคือสิ่งสำคัญ
อย่างที่กล่าวไปในข้อแรก ความสูงของ หมอน คือตัวแปรหลักที่ทำให้แนวกระดูกสันหลังของคุณอยู่ในท่าที่ถูกต้อง ลองทดสอบง่ายๆ ด้วยตัวเองดูครับ
- หมอนที่สูงเกินไป จะทำให้คอของคุณงอขึ้นมาจนเกิดอาการปวด และทำให้หายใจลำบาก
- หมอนที่ต่ำหรือแบนเกินไป จะทำให้ศีรษะของคุณแหงนลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อคอตึงเครียด
- ความสูงที่พอดี คือความสูงที่ทำให้คอและกระดูกสันหลังของคุณเป็นเส้นตรง ไม่เอียงขึ้นหรือลง
เทคนิคที่ 3 รู้จักวัสดุไส้หมอน และคุณสมบัติ
ตลาดหมอนในปัจจุบันมีวัสดุให้เลือกมากมาย แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ลองดูตัวเลือกยอดนิยมเหล่านี้
หมอนใยสังเคราะห์ (Polyester)
เป็นวัสดุที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง และดูแลรักษาง่าย เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบหมอนที่แข็งหรือแน่นจนเกินไป
หมอนเมมโมรี่โฟม (Memory Foam)
วัสดุชนิดนี้จะปรับตัวตามรูปทรงของศีรษะและคอ ช่วยลดแรงกดดันได้ดีเยี่ยม และคืนตัวกลับสู่สภาพเดิมได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอหรือต้องการการรองรับที่พิเศษ
หมอนยางพารา (Latex)
เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง ระบายอากาศได้ดี และทนทาน ไม่สะสมไรฝุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และต้องการความแน่นแต่ยังนุ่มนวล
หมอนขนห่าน/ขนเป็ด (Down/Feather)
ให้สัมผัสที่นุ่มฟูและเบาสบาย ปรับรูปทรงได้ง่าย แต่มีข้อเสียคืออาจไม่เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้และให้การรองรับที่ไม่แน่นเท่าที่ควร
เทคนิคที่ 4 อย่าลืมความนุ่ม/แน่นที่เหมาะสม
ความรู้สึกสบายคือเรื่องส่วนบุคคล แต่ความแน่นของหมอนก็มีผลต่อการรองรับเช่นกัน
- นุ่ม/ฟู (Soft) เหมาะกับคนที่ต้องการความสบายและไม่ชอบแรงกดดันมาก
- ปานกลาง (Medium) เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะให้ความสมดุลระหว่างความนุ่มและการรองรับ
- แน่น/แข็ง (Firm) เหมาะกับคนที่ต้องการการรองรับศีรษะและคอที่มั่นคง ไม่ยวบ
ลองใช้หลักการ กด-คืนตัว ในการทดสอบ หากกดลงไปแล้วหมอนคืนตัวช้า แสดงว่านุ่มไป แต่หากกดแล้วรู้สึกว่าแข็งจนไม่ยุบลงไปเลยก็อาจจะแน่นเกินไป
เทคนิคที่ 5 อย่าลืมเรื่องความสะอาดและอายุการใช้งาน
หมอน คือแหล่งสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ไรฝุ่น และเชื้อโรค ดังนั้นการดูแลรักษาความสะอาดจึงสำคัญมาก
- ซักปลอกหมอนเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ซักหมอน หมอนส่วนใหญ่สามารถซักได้เองที่บ้านตามคำแนะนำของป้ายติดผลิตภัณฑ์
- เปลี่ยนหมอนใหม่ หมอนส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี หากหมอนของคุณเริ่มแบนเป็นแผ่น พองตัวไม่เต็มที่ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องหาหมอนใบใหม่แล้วครับ
สรุป
การเลือกหมอนไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ขอเพียงแค่คุณใช้เวลาทำความเข้าใจท่านอนและความต้องการของร่างกายตัวเองสักนิด ผมเชื่อว่าหากคุณนำ 5 เทคนิคง่ายๆ นี้ไปปรับใช้ คุณจะพบกับหมอนที่ใช่ ที่จะช่วยให้คุณหลับสบายตลอดคืนและตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนครับ